ขอนแก่น
หอพักขอนแก่นหอพักขอนแก่นรับผลิตสปอตหอพักขอนแก่น

ผู้เขียน หัวข้อ: กรรมที่ทำให้เป็นเศรษฐี  (อ่าน 141 ครั้ง)

ออฟไลน์ khonkaen

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 215
    • ดูรายละเอียด
กรรมที่ทำให้เป็นเศรษฐี
« เมื่อ: มกราคม 17, 2017, 05:46:51 PM »
กรรมที่ทำให้เป็นเศรษฐี
กรรมที่ทำให้เป็นเศรษฐี
เศรษฐีระดับโลกหลายคนเคยยากจน มาก่อน และไม่ใช่ยากจนธรรมดา บางคนเช่น วอร์เรน บัฟเฟต์ถูกบีบให้ออกมาทำงานหา เงินจุนเจือครอบครัวตั้งแต่สิบขวบ แล้วจึงใช้ความสามารถเฉพาะตัวสร้างความร่ำรวย ให้ตนเองในภายหลัง อย่างนี้พวกเขามีกรรมแต่หนหลังแบบไหนที่ทำให้ต้องยากจนข้น แค้นในวัยเด็ก แล้วกลับร่ำรวยเมื่อเติบโตขึ้นมาได้? หากความเชื่อแบบพุทธที่ว่า การให้ทานมีผลเป็นความร่ำรวย เหล่ามหาเศรษฐีก็น่าจะเคยให้ทานมามากมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็สมควรมั่งคั่งมาตั้งแต่เด็กจึงจะถูกสิ

ความหมายแบบเผิน ๆ ของคำ ว่า ‘รวย' คือได้มาก หรือมีมาก

ส่วนความหมายเผินๆของคำ ว่า ‘จน' คืออัตคัด ขาดแคลน ฝืด เคือง มีไม่พอกินพอใช้ สำหรับคำตอบต่อไปนี้ ผมจะเล็งเฉพาะสุดโต่งสองขั้ว คือ กรรมที่ทำให้จนมากกับรวยมาก เพื่อจะได้ตอบอย่างตรงประเด็นว่าทำไมบางคน จึง ‘สุดอัตคัดขัดสน' แล้วแปร เป็น ‘มั่งคั่งอย่างยั่งยืน' ได้ภายในชาติเดียว

กรรมที่ให้ผลเกี่ยวกับความยากดีมีจนนั้น ไม่ใช่เรื่อง ง่ายอย่างที่หลายคนคิด ไม่ใช่ให้นิดให้หน่อยแล้วรวยแน่ และสำคัญคือไม่ใช่แค่ กรรมเก่าที่มีส่วนกำหนด วิธีใช้ชีวิตทั้งหมดมีส่วนให้ผลกับฐานะได้ทั้ง สิ้น

อย่างไรก็ตาม เวลาพูดถึงกรรมหลักที่เคยทำไว้ในอดีต ก็ อาจต้องแยกแยะกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ว่าทำอะไรมากๆแล้วจึงให้ผลเป็นการไป เกิดในภพแห่งความอัตคัด หรือภพแห่งความมั่งคั่ง เมื่อแจกแจงอดีตกรรมแล้ว ก็จะ ค่อยลงรายละเอียดปัจจุบันกรรมเป็นลำดับต่อไป

กรรมหลักๆที่ทำให้ ‘ยากจนมาก' ได้แก่
๑) ความตระหนี่ถี่เหนียว คือให้ได้ก็ไม่ให้ หรือ แม้สมควรให้ก็หวงไว้ ยื้อไว้ เช่นหนี้ของตัวเองแท้ๆ สมควรต้องใช้แต่ก็เสียดาย อยากดองไว้เป็นของตนเอง อย่าว่าแต่จะคิดถึงเรื่องแบ่งปันหรือเจือจาน ทั้งชีวิต กลัวแต่ว่าใครจะมาเอาเปรียบตน หรือกลัวแต่ว่าตนจะไม่ได้เปรียบใคร ผลแห่งการ ตระหนี่เกินเหตุ คือการเป็นผู้อัตคัดเกินเหตุเช่นกัน แล้งน้ำใจในกาลนี้ จะให้ผล เป็นความแล้งทรัพย์ในชาติถัดไป

๒) ละโมบโลภมากขั้นรุนแรง คือโลภจัดขนาดผิดศีล ข้อที่ว่าด้วยการลักทรัพย์ได้ หรือฉ้อโกงทรัพย์ได้โดยปราศจากความละอาย ผู้ทำ ความวิบัติฉิบหายให้แก่ทรัพย์ของคนอื่น ย่อมรับผลเป็นความพินาศแห่งทรัพย์ของตน เช่นกัน แม้การให้ทานในอดีตจะได้บันดาลทรัพย์ไว้มาก ทรัพย์นั้นย่อมถึงความ วิบัติ อาจจะในระดับให้เกิดความเจ็บใจรุนแรง หรืออาจจะในระดับให้ตกยากแบบฉับ พลันทันที ขึ้นอยู่กับความหนักเบาแห่งกรรมของอทินนาทานอันเป็นตัวต้น เหตุ

นอกจากนี้ ยังมีกรรมปลีกย่อยที่ทำให้ยากจนได้อีกมากมาย นับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพชัดๆ เช่น ในภาวะสงครามที่ต้องคิดทำลายล้าง ศัตรู บางทีใช้วิธีล้อมเมือง ตัดข้าวตัดน้ำคนทั้งเมือง เพื่อบีบให้เจ้าเมืองยอม จำนน หากทำอย่างนี้สักสองสามหนโดยไม่เห็นใจลูกเด็กเล็กแดงเลย ก็มีสิทธิ์ไปเกิด ในถิ่นฐานกันดาร หรือทรมานกว่านั้นคือเกิดในถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ ทว่าไม่มีสิทธิ์ กิน ไม่มีสิทธิ์ใช้ อัตคัดเหลือจะทานทน

ส่วนกรรมหลักๆที่ทำให้ ‘ร่ำรวยมาก' ได้แก่
๑) ความมีนิสัยใจคอเผื่อแผ่ คือเอาแต่คิดให้ ผูก ใจอยู่กับการให้ เคยชินกับการเป็นผู้ให้ ขนาดไม่มีให้ก็ขวนขวายกระวนกระวายอยาก หามาช่วยเหลือคนกำลังตกทุกข์ได้ยาก ตลอดชีวิตมีแต่ใจอยากเจือจาน กลัวแต่ว่าคน อื่นจะมีไม่พอ กระทั่งลืมๆว่าตัวเองจะมีพอไหม ผลแห่งการใจดีเกินธรรมดา คือการ เป็นผู้มีทรัพย์มากเกินกว่าชาวโลกทั่วไปเขา


๒) การละอายต่อบาปอย่างยิ่งยวด คือขนาดยอมอดตาย ดีกว่าคิดคดโกง ผู้ไม่คิดเพ่งเล็งเอาทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ ย่อมรับผลเป็นความ สวัสดีแห่งทรัพย์ แม้ความตระหนี่ในอดีตอาจก่อให้เกิดทรัพย์เพียงน้อย ทว่า ทรัพย์นั้นก็จะอยู่ทน ไม่วิบัติไปด้วยภัยธรรมชาติหรือภัยจากมือ โจร

นอกจากนี้ ยังมีกรรมปลีกย่อยที่ทำให้ร่ำรวยได้อีกมากมาย นับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพชัดๆ เช่น ชี้ช่องคนอื่นรู้จักทำมาหากิน ช่วย ให้เขาเป็นผู้ฉลาดในธุรกิจ กับทั้งมีใจใหญ่คิดเผื่อแผ่กลยุทธ์ให้กับคนทั้ง ประเทศ หรือทั้งโลก หากการเผื่อแผ่ของเขาเป็นไปโดยบริสุทธิ์และปรารถนาให้คนทั้ง แผ่นดินอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่เป็นสุขขึ้น บุญที่ทำนี้ก็มีสิทธิ์นำให้ไปเกิดใน ถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยแม้เกิดในถิ่นฐานแห้งแล้งด้วยบาปบางประการ เขา ก็จะมีกินมีใช้เหนือกว่าคนที่อยู่แวดล้อมทั้งหมดตั้งแต่เกิด กับทั้งฉลาดในการ หา ฉลาดในการเก็บ และฉลาดในการใช้เป็นอย่างยิ่ง

เมื่อแยกให้เห็นเป็นเรื่องๆเช่นนี้ คุณคงพอมองออกว่าใน ชีวิตเดียว คนเราอาจสร้างทั้งเหตุที่ทำให้ยากจน และเหตุที่ทำให้ร่ำรวยได้ ไม่ใช่ว่าทำทานมากแล้วเป็นประกันว่าเกิดใหม่จะได้สบายตั้งแต่ต้น ต้องดูด้วยว่า ทุ่มเททำแค่ไหน ตลอดไปหรือเปล่า และเคยก่อบาปไว้ถ่วงความเจริญเพียงใด ด้วย

เพื่อให้เห็นชัดเจน ขอแยกแยะ ‘บุญที่ทำให้รวย' เป็นข้อๆดังนี้

บุญเก่าที่ส่งไปเข้าท้องคนรวย
๑) เคยงดเว้นบาปชนิดที่ให้ผลเป็นความอัตคัดขณะเกิด เช่น ชาติใกล้ไม่เผาบ้านไล่ที่ใคร ทั้งที่มีสิทธิ์ทำด้วยอำนาจบาตรใหญ่

๒) เคยผูกพันกับพ่อแม่ที่กำลังอยู่ในฐานะร่ำรวย เช่น ชาติใกล้ให้การอุปถัมภ์และมีความเอ็นดูกันมา แต่ก็อาจเคยเป็นศัตรูกันมาก็ได้ โดยเฉพาะถ้าเคยสาปแช่งอาฆาตว่าจะจองเวรกันอย่างเหนียวแน่น พอมาเกิดเป็นลูก ก็ เป็นลูกทรพี เหี้ยมเกรียมขนาดจ้างฆ่าพ่อแม่เพื่อแย่งสมบัติได้

๓) มีบุญพอจะเสวยสุขล้นหลามตั้งแต่แรกเกิด เช่นเป็นผู้ ให้ก่อนโดยผู้รับไม่จำเป็นต้องเคยมีบุญคุณกับตน เป็นผู้คิดอุปถัมภ์สมณะซึ่งไม่ อยู่ในฐานะเลี้ยงดูตนเองได้ ผลที่ได้ตอบแทนจากธรรมชาติ จึงเป็นการมีผู้เลี้ยงดู อย่างดี เมื่ออยู่ในฐานะที่ไม่อาจเลี้ยงดูตนเองได้เช่นกัน

บุญเก่าที่ทำให้ได้รับมรดกมาก
๑) เคยเป็นผู้ยกผลประโยชน์ใหญ่ของตนให้คนอื่นด้วยน้ำใจ การุณย์ ไม่ใช่เพราะถูกบีบบังคับ

๒) เคยเป็นผู้เคยมอบสมบัติให้แก่ผู้สมควรได้รับ หรือมอบ วัตถุอย่างใหญ่ มอบที่ดินให้เป็นประโยชน์แด่สงฆ์ ขอให้คำนึงว่าสงฆ์เป็นนาบุญอัน ยิ่ง เมื่อมอบให้สงฆ์จึงสมควรแก่การรับมรดกใหญ่ในอนาคตเช่นกัน

บุญเก่าที่ทำให้ได้ลาภก้อนใหญ่
๑) เคยเป็นผู้ให้ลาภลอยแก่คนอื่น โดยที่เขาไม่คาดฝัน หรือโดยที่ตนเองก็ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน เมื่อพบเห็นใครน่าช่วยเหลือก็ช่วยเลย ทันที เมื่อทำให้คนอื่นได้รับลาภ ก็ย่อมสมควรแก่การเป็นผู้รับลาภในอนาคต ลาภที่ ให้ผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมากมาย แต่อย่างน้อยต้องทำให้เขายินดีปรีดา หรือทำให้ เขารอดจากภาวะยากลำบากแบบฉับพลันทันที (ลาภที่ได้รับอาจมาจากหลายทางโดยไม่คาด ฝัน อย่าแค่ไปคิดถึงการถูกล็อตเตอรี่อย่างเดียวนะครับ ประเภทอยู่ดีๆมีเงินโอน เข้าบัญชีหลายแสนแบบสืบหาต้นตอไม่ได้ แจ้งธนาคารตรวจสอบแล้วก็ไม่รู้ความเป็นมา อันนี้เคยเกิดกรณีพิลึกพรรค์นี้มาแล้วจริงๆ)

๒) เคยเป็นผู้ตั้งใจให้คนอื่นดีใจกับการได้รับของขวัญ ของกำนัลโดยไม่คาดฝัน มีมากครับพวกชอบเซอร์ไพรส์ชาวบ้านโดยไม่เปิดโอกาสให้รู้ เนื้อรู้ตัว หวังจะเห็นเขาตื่นเต้นยินดีสุดขีด ความหวังชนิดนั้น ถ้าทำสำเร็จก็ ให้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้ว่าใครอยากได้อะไรมา นาน รู้ว่าชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหากได้สิ่งนั้น นั่นแหละตรงเป้าอย่าง จังทีเดียว

บุญเก่าที่ทำให้ค้าขายได้กำไรเสมอ
๑) เคยให้ความหวังแก่สมณะว่าจะถวายสิ่งโน้นสิ่งนี้ ตก ปากรับคำแล้วภายหลังนำมาถวายตามสัญญาเสมอ แต่ให้ยิ่งขึ้นกว่านั้นคือท่านต้องการ เพียงหนึ่ง แต่นำของที่ท่านประสงค์มาถวายเป็นสิบ อย่างนี้ถ้าเก็งไว้ว่าจะทำยอด ให้ถึงเป้าสักล้าน ก็อาจพุ่งพรวดทะลุเป้าไปเป็นหลายสิบล้าน เป็นต้น พูดง่ายๆคือ โชคช่วยตลอด แม้ฝีมือไม่ได้ดี เล่ห์เหลี่ยมธุรกิจไม่ได้มากกว่าพ่อค้าใกล้ละแวก ก็ตาม ข้อนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสแนะนำไว้เป็นกรณีพิเศษ จะทดลองก็ไม่เสียหาย สำหรับหลายคนที่ไม่มีบาปเก่ามาเป็นอุปสรรค ก็น่าจะได้เห็นผลทันตาในชาตินี้ ได้

๒) เคยเป็นผู้คืนกำไรให้กับสังคม คือเมื่อสังคมช่วยให้ ตนรวยแล้ว ก็แบ่งความรวยนั้นให้สังคมได้ประโยชน์สุขบ้าง พวกบริษัทใหญ่ๆที่คิด โครงการเพื่อสาธารณประโยชน์นั้นมาถูกทางแล้ว หากใจไม่เล็งอยู่แต่ว่าจะได้มีส่วน ลดหย่อนภาษี ก็จะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เห็นผลอย่างรวดเร็วแทบไม่ต้องรอเกิด ชาติหน้า เพราะการทำคุณกับมหาชน จะให้ผลขยายใหญ่ เห็นง่าย เห็นเร็วกว่าการทำคุณ แบบเจาะจงกับกลุ่มคนเล็กๆ

บุญเก่าที่ทำให้ได้ผลตอบแทนคุ้มกับความรู้ความสามารถ หรือฝีไม้ลายมือ
๑) เคยให้ผลประโยชน์กับคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา สมน้ำสม เนื้อแล้วกับความรู้ความสามารถของพวกเขา อันนี้ต้องขอแสดงความเสียใจกับชาวไทย จำนวนหนึ่ง ที่นิยมซื้อซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นประจำ ไม่เห็นแก่ค่าสมอง ค่าแรงงาน ของคนทำบ้างเลย กรรมนี้ต่อไปก็ยากจะเป็นผู้ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า แต่ถ้ามีเงิน ซื้อของจริงแล้วยอมจ่าย โดยคิดว่าเงินจะได้ไปเข้ากระเป๋าคนผลิตตัวจริง ถ้าทำ เป็นประจำก็ส่งผลให้อนาคตเป็นผู้รับค่าตอบแทนคุ้มกับงาน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกกดค่าผลงาน

๒) เคยเป็นผู้ทำงานโดยเล็งประโยชน์สุขแก่คนอื่น คือตั้ง ต้นไม่ได้คิดเรื่องกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เช่นอยากทำยาสีฟัน ก็เฝ้าครุ่นคิด หรือให้ทุนนักวิจัยว่าทำอย่างไรจะได้ยาสีฟันดีๆ มีคุณภาพสูง รักษาเหงือกและฟัน ได้จริง กับทั้งมีราคาไม่แพงเกินกำลังผู้บริโภคส่วนใหญ่ เรียกว่ามอบสินค้าที่ เกินคุ้มให้กับสังคม ประโยชน์สุขของผู้บริโภคจะย้อนกลับมาเป็นกำลังหนุนให้ได้ รับผลตอบแทนเกินกว่าที่คาดฝันเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด แม้ยังไม่ตอบคำถามของคุณ ตรงๆ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เริ่มเห็นได้ว่าการเป็นคนรวยล้นฟ้านั้น แน่นอนว่าจะ ต้องมีทานในอดีตเป็นบุญเก่าหนุนส่งอยู่ แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายต่อหลายข้อ ประกอบร่วมเข้าไปด้วย

คราวนี้วกเข้าเรื่อง ทำไมเคยอัตคัดขัดสนขนาดถูกบีบให้ ออกจากโรงเรียนมาทำงาน แล้วภายหลังจึงกลายเป็นเศรษฐีระดับซื้อโลกสักครึ่งใบได้?

มามองในมุมใหม่ดีไหม มันอาจจะเป็นเหตุเป็นผลกันก็ได้นะ ครับ การที่เขาถูกบีบให้ต้องทำงานตั้งแต่เด็กนั่นแหละ คือเงื่อนไขสำคัญในการ สร้างเศรษฐีระดับโลกขึ้นมาคนหนึ่ง!

คนจะเป็นอภิมหาคนรวยได้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? เอาแบบ เห็นชัดๆที่สุดเลยก็แล้วกัน คืออย่างน้อยที่สุด คนๆนั้นจะต้องมีความเป็นเจ้า นาย ไม่ใช่ลูกจ้าง

เจ้านายสร้างขึ้นมาจากอะไร? แน่นอนว่าไม่ใช่เด็ก อัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถชี้นิ้วสั่งงาน แม้ไมเคิล เคียร์นี ย์ (Michael Kearney) ที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ ๖ ขวบก็คงไม่อาจชี้นิ้วสั่ง งานหรือออกปากสั่งคนให้ทำตามที่ตนต้องการได้ ความเป็นเจ้านายต้องสร้างขึ้นด้วย บารมี

บารมีเจ้านายมาจากไหน เอาสั้นๆแค่ ๓ ข้อ แบบที่ดิ้นไป เป็นอื่นไม่ได้

๑) เคยเป็นลูกจ้างที่ ‘เต็มใจ' ทำงานหนักกว่าลูกจ้างอื่น
๒) เคยเป็นลูกจ้างที่ ‘มีหัวคิด' ก้าวหน้ามากกว่าลูกจ้างอื่น
๓) เคยเป็นลูกจ้างที่ ‘ไม่อยาก' เป็นลูกจ้างตลอดไปเหมือนลูกจ้างอื่น

กล่าวโดยย่นย่อที่สุด เจ้านายสร้างขึ้นมาจากลูกจ้างที่ ยินดีดิ้นรนปรับฐานะตัวเองให้เป็นนาย!

ถ้าคุณเป็นลูกจ้างตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ แปลว่าคุณมี เวลาสร้างศักยภาพแห่งความเป็นนายมากกว่าคนอื่นราวๆสิบปี... ถูกไหม?

คนยากจนมีแรงบีบคั้นให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนา เหมือนๆกัน แต่คนยากจนที่มีอนาคตเรืองรองสุดขีดนั้น เขามีบุญเก่าหนุนใจให้ไม่ ยอมแพ้กับวาสนาในช่วงต้นชีวิต ตรงข้ามจะยินดีอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการหาช่อง ทางสร้างความก้าวหน้าให้ตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพบ เขาทำให้มันเป็นวัตถุ ดิบสร้างวันใหม่ได้ทั้งสิ้น และวิบากด้านดีแต่หนหลังของเขา ก็จะอำนวยโอกาสให้ ไต่เต้าขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่นานเกินอายุขัยของเขา

มีนักพูดระดับโลกคนหนึ่งชื่อ จิม รอห์น (Jim Rohn) ให้ วาทะเด็ดไว้ว่า ‘กำไรดีกว่าค่าจ้าง เพราะ ค่าจ้างทำให้เลี้ยงตัวได้แค่รอด ในขณะที่กำไรจะทำให้เป็นเศรษฐี'

ข้อเท็จจริงนี้เกี่ยวข้องกับกรรมวิบากโดยตรง นั่น คือ ต่อให้คุณมีบุญเก่าหนุนหลังเท่าภูเขา คุณก็ไม่มีวันเป็นเศรษฐีระดับโลก ขึ้นมาได้จากการเป็นลูกจ้าง

อีกประการหนึ่ง ต่อให้คุณมีบุญเก่า และต่อให้คุณยอม เหนื่อยเพื่อเป็นนาย คุณก็จะเป็นเศรษฐีระดับโลกไม่ได้ หากขาดความฉลาดในการทำ ธุรกิจให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กรรมเก่าให้มือให้เท้าและความน่าจะเป็นมาแค่นี้ ที่ เหลือเป็นเรื่องของคุณ ว่าจะใช้มือใช้เท้าปั้นดินให้เป็นดาวขึ้นมาได้ไหม เศรษฐี ระดับโลกก็เช่นกัน เขาไม่ได้มีแต่บุญเก่า เขาใช้ทั้งชีวิตสร้างงานที่ตัวเอง รัก เพื่อให้งานสร้างเงินกับเขาในภายหลัง

ช่วงต้นบุญเก่าจะมีส่วนสำคัญอยู่บ้าง ก็ตรงที่ ให้ ‘สัญชาตญาณพ่อ ค้า' ติดตัวเขามาอย่างดิบดี คือเป็นผู้รู้จักสินค้า เป็น ผู้รู้จักลูกค้า และเป็นผู้กะเก็งสถานการณ์ถูก บางครั้งบุญเก่าก็มีส่วนก่อให้ เกิดสังหรณ์ล่วงหน้า พูดง่ายๆคือ ‘เดาเก่ง' และเป็นการเดาที่ฉีกกฎฉีกตำรากับสามัญสำนึกของคน ทั่วไป เช่น นักลงทุนบางคนแค่เห็นทำเลสถานที่ ก็ผุดไอเดียสร้างที่พักริมทางซึ่ง ให้บริการครบวงจรขึ้นมา วาดบรรยากาศถูก เดาใจคนเดินทางผ่านไปผ่านมาถูก ว่าเห็น แล้วจะรู้สึกอยากแวะ ทั้งที่มองเผินๆไม่น่าจะเป็นแหล่งแวะ เป็นต้น

การตัดสินใจของเศรษฐีใหญ่ในหลายครั้งนั้น ถ้าคุณไปถาม เหตุผลของพวกเขา พวกเขาอาจอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาบอกได้ เพียง ‘ฉันรู้แต่ ว่าต้องเลือกอย่างนี้ถึงจะรวย!' คำตอบแบบนี้ถ้าแม่นยำนะครับ ก็สะท้อนให้เห็นว่า ทำงานหนักอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีโอกาส แล้วก็ต้องมีสังหรณ์ดีด้วย สังหรณ์นั้น ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ซื้อไม่ได้ด้วยประสบการณ์ แต่จะซื้อได้ก็ด้วยบุญเก่าและบุญ ใหม่ผสมๆกัน

สรุปคำตอบในย่อหน้าเดียว คือที่วอร์เรน บัฟเฟต์ถูกวิบาก บีบจนหน้าเขียวในวัยเด็กนั้นถูกต้องคล้องจองกันดีแล้วสำหรับเส้นทางความเป็นอภิ มหาเศรษฐีของเขา หากเขารวยและปราศจากแรงบีบคั้น ก็ไม่มีสิ่งใดประกันว่าเขาจะโต ขึ้นด้วยอาการดิ้นรนเพื่อหาทรัพย์มาเพิ่มแก่ตระกูลขนาดนี้

อีกประการหนึ่ง อย่างที่ส่วนใหญ่คงทราบกันแล้ว ในบั้นปลายชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟต์ ได้กลายเป็นผู้บริจาคทรัพย์สินให้แก่ชาวโลกเป็น จำนวน ๓๗ พันล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบสองล้านล้านบาทไทย) ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขา ตั้งใจไว้นานแล้ว อันนี้ก็น่าจะสะท้อนได้ดีและไม่น่าแปลกใจ หากอนาคตชาติของเขา จะมั่งคั่งระดับโลกอีก ใจใหญ่ระดับช่วยโลกขนาดนี้ ก็สมควรได้รับการตอบแทนจากโลก สมน้ำสมเนื้อกัน


ข้อมูลจาก http://www.palungjit.com/board/

 

Copyright © 2016 khonkaenguru.com  Tel:080-4155962